เครื่องสำอาง

เครื่องสำอางญี่ปุ่น vs ซื้อในไทย | เปรียบราคาจริง

เครื่องสำอางญี่ปุ่น vs ซื้อในไทย | เปรียบราคาจริง
📶

เตรียม eSIM ก่อนไปญี่ปุ่น!

เชื่อมเน็ตทันทีที่ถึง · ไม่ต้องซื้อซิมที่ร้าน

เปรียบ eSIM →

[PR・โฆษณา] บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร (Affiliate) รวมอยู่ด้วย

เครื่องสำอางญี่ปุ่น vs ซื้อในไทย | เปรียบราคาจริง

สวัสดีค่ะนักช้อปสายบิวตี้ชาวไทย! ใครๆ ก็รู้ว่าญี่ปุ่นคือสวรรค์ของเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ เมคอัพ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ล้วนได้รับความไว้วางใจในเรื่องคุณภาพและนวัตกรรม แต่คำถามยอดฮิตที่มักจะผุดขึ้นมาในใจนักท่องเที่ยวไทยเสมอคือ "ตกลงแล้วซื้อที่ญี่ปุ่นถูกกว่าจริงไหมนะ?" และ "ถ้าถูกกว่า ควรจะซื้อที่ไหนดีล่ะ?" ไม่ต้องคาใจอีกต่อไปค่ะ! วันนี้ Japan Guide TH จะพาคุณไปเจาะลึกทุกเรื่องราวการช้อปปิ้งเครื่องสำอางในญี่ปุ่น พร้อมเปรียบเทียบราคาแบบหมดเปลือกกับที่ซื้อในไทย ให้คุณตัดสินใจได้แบบไร้กังวล!

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากบทความนี้

  • ราคาจริง: เปรียบเทียบราคาเครื่องสำอางยอดนิยมระหว่างญี่ปุ่นกับไทย พร้อมค่าเงินที่ใช้คำนวณ
  • แหล่งช้อปปิ้ง: ทำความรู้จักร้านค้าประเภทต่างๆ ในญี่ปุ่นที่เหมาะกับการซื้อเครื่องสำอาง
  • เทคนิคประหยัด: เคล็ดลับการช้อปให้ได้ราคาดีที่สุด รวมถึงเรื่อง Tax Refund และคูปองส่วนลด
  • ข้อควรรู้: สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อประสบการณ์การช้อปที่ราบรื่น
  • คำถามที่พบบ่อย: ตอบข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับการซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่น

ทำไมเครื่องสำอางญี่ปุ่นถึงเป็นที่ต้องการของสาวไทย?

เครื่องสำอางจากญี่ปุ่นไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งที่น่ารักน่าใช้เท่านั้น แต่หัวใจหลักที่ทำให้สาวไทยหลงรักคือ คุณภาพ ที่ได้มาตรฐานระดับโลกค่ะ แบรนด์ญี่ปุ่นหลายแห่งทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ และส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความอ่อนโยนต่อผิว ทำให้เหมาะกับสภาพผิวของชาวเอเชียอย่างเราๆ นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว ตั้งแต่แบรนด์หรูหราไปจนถึง Drugstore Brand ที่ราคาเข้าถึงง่าย จึงไม่แปลกใจเลยที่ลิสต์ของฝากจากญี่ปุ่นของหลายๆ คนจะต้องมีเครื่องสำอางติดโผอยู่เสมอ


เทียบราคาจริง: แบรนด์ยอดนิยมในญี่ปุ่น vs ไทย (พร้อมค่าเงิน 1 JPY = 0.24 THB)

เพื่อความชัดเจน เราได้รวบรวมข้อมูลราคาโดยประมาณของเครื่องสำอางยอดนิยมบางรายการในญี่ปุ่น (ราคาปกติก่อนหัก Tax Refund) และราคาขายปลีกในประเทศไทย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 1 เยนเท่ากับ 0.24 บาท ณ วันที่เขียนบทความนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมของส่วนต่างราคาค่ะ

หมายเหตุ: ราคาในญี่ปุ่นอาจแตกต่างกันไปตามร้านค้า โปรโมชั่น และฤดูกาล ส่วนราคาในไทยเป็นราคาปกติที่พบได้ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทางการ

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบราคาเครื่องสำอางยอดนิยม (ราคาโดยประมาณ)

| สินค้า | ราคาในญี่ปุ่น (JPY) | ราคาในญี่ปุ่น (THB) โดยประมาณ | ราคาในไทย (THB) โดยประมาณ | ส่วนต่าง (THB) (ประหยัดเมื่อซื้อในญี่ปุ่น) | หมายเหตุ | | :----------------------------------------- | :-----------------: | :--------------------------: | :-----------------------: | :----------------------------------------: | :---------------------------------------------- | | Anessa Perfect UV Sunscreen Skincare Milk N 60ml | 2,800 JPY | 672 บาท | 950 บาท | 278 บาท | กันแดดยอดฮิต | | Hada Labo Gokujyun Premium Hyaluronic Acid Lotion 170ml | 1,000 JPY | 240 บาท | 520 บาท | 280 บาท | โลชั่นบำรุงผิวสุดคุ้ม | | Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+/PA++++ 50g | 700 JPY | 168 บาท | 299 บาท | 131 บาท | กันแดดเนื้อบางเบา | | KATE Designing Eyebrow 3D EX-4 | 1,200 JPY | 288 บาท | 480 บาท | 192 บาท | ที่เขียนคิ้ว 3D | | Canmake Cream Cheek (ทุกสี) | 600 JPY | 144 บาท | 280 บาท | 136 บาท | บลัชออนเนื้อครีม | | Shiseido Ultimune Power Infusing Concentrate III 50ml | 8,800 JPY | 2,112 บาท | 3,900 บาท | 1,788 บาท | พรีเซรั่มตัวดัง (มักมีโปรโมชั่นในห้าง) | | SK-II Facial Treatment Essence 230ml | 24,000 JPY | 5,760 บาท | 7,900 บาท | 2,140 บาท | น้ำป้าเจี๊ยบ (ราคาดิวตี้ฟรีญี่ปุ่นอาจถูกกว่า) |

จากตารางจะเห็นได้ชัดว่า สินค้าส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Drugstore Brand อย่าง Anessa, Hada Labo, Biore, KATE และ Canmake มีราคาในญี่ปุ่นที่ ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายร้อยบาทต่อชิ้น ส่วนแบรนด์ High-End อย่าง Shiseido หรือ SK-II แม้ราคาเริ่มต้นในญี่ปุ่นจะสูงกว่า แต่ส่วนต่างเมื่อเทียบกับไทยก็ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะหากมีการใช้คูปองส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติมค่ะ


แหล่งช้อปปิ้งเครื่องสำอางในญี่ปุ่นที่ไหนคุ้มสุด?

ญี่ปุ่นมีร้านค้าหลากหลายประเภทให้เลือกช้อปเครื่องสำอาง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นและราคาที่แตกต่างกันไป มาดูกันว่าคุณควรไปที่ไหนดี

1. ร้านดรักสโตร์ (ドラッグストア - Drugstore)

  • จุดเด่น: ราคาถูกที่สุดสำหรับ Drugstore Brand และบางแบรนด์ High-End ที่มีจำหน่าย (เช่น Anessa, Hada Labo, Biore, KATE, Canmake, Cezanne, DHC) มีโปรโมชั่นบ่อยครั้ง มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ยา อาหารเสริม ไปจนถึงขนม และของใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ทำเลที่ตั้ง: มีอยู่แทบทุกมุมถนนในเมืองใหญ่ เช่น ชิบูย่า(渋谷), ชินจูกุ(新宿), อุเอโนะ(上野), นัมบะ(難波)และโดทงโบริ(道頓堀)
  • ร้านแนะนำ:
    • Matsumoto Kiyoshi (マツモトキヨシ): ร้านยอดนิยม มีสาขาเยอะ สังเกตป้ายสีเหลืองโดดเด่น มีคูปองส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวบ่อยๆ
    • Don Quijote (ドン・キホーテ - ดองกิโฮเต้): หรือ "ดองกิ" ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด 24 ชั่วโมง มีเครื่องสำอางให้เลือกเยอะ ราคาดี โดยเฉพาะช่วงลดราคา
    • Daikoku Drug (ダイコクドラッグ): มักจะมีราคาที่แข่งขันสูง และมีคูปองลดหย่อนภาษี 10% พร้อมส่วนลดเพิ่มเติมอีก 3-7%
    • Sundrug (サンドラッグ), Welcia (ウエルシア), Kirindo (キリン堂): ดรักสโตร์อื่นๆ ที่น่าสนใจและมีโปรโมชั่นดีๆ ให้เลือก
  • เคล็ดลับ: แนะนำให้เช็คราคาสินค้าที่ต้องการจากหลายๆ ร้าน เพราะบางร้านอาจมีโปรโมชั่นเฉพาะกิจ หรือมีคูปองที่แตกต่างกันไป

2. ห้างสรรพสินค้า (デパート - Department Store)

  • จุดเด่น: แหล่งรวมแบรนด์เครื่องสำอาง High-End และ Luxury Brand (เช่น Shiseido, SK-II, Cle de Peau Beaute, SUQQU, POLA, THREE) มีเคาน์เตอร์บริการโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้รับคำแนะนำจาก BA โดยตรง มักจะมีของแถมหรือเซ็ตพิเศษในช่วงเทศกาล
  • ทำเลที่ตั้ง: มักอยู่ในย่านธุรกิจและการค้าหลัก เช่น กินซ่า(銀座), ชินจูกุ(新宿), อุเมดะ(梅田), ฮากาตะ(博多)
  • ร้านแนะนำ: Isetan (伊勢丹), Takashimaya (高島屋), Mitsukoshi (三越), Daimaru (大丸), Hankyu (阪急)
  • เคล็ดลับ: หากต้องการซื้อแบรนด์ High-End การซื้อในห้างสรรพสินค้าก็คุ้มค่า เพราะสามารถทำ Tax Refund ได้ และอาจได้ของแถมที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่อื่น

3. ร้านค้าปลอดภาษี (免税店 - Duty-Free Shop)

  • จุดเด่น: สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับประเทศ สามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีบริโภค 10% ทันที มักมีเซ็ตพิเศษหรือขนาดใหญ่ที่คุ้มค่า
  • ทำเลที่ตั้ง: สนามบินนานาชาติ (นาริตะ, ฮาเนดะ, คันไซ, ชูบุ) หรือบางห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ที่มีโซน Duty-Free
  • เคล็ดลับ: เหมาะสำหรับการซื้อแบรนด์ High-End เช่น SK-II หรือ Shiseido ขนาดใหญ่ เพราะบางครั้งราคาอาจจะถูกกว่าในเมืองเล็กน้อย และไม่ต้องกังวลเรื่องการทำ Tax Refund อีกครั้ง

4. ร้าน 100 เยน และร้านค้าเฉพาะทาง (100円ショップ & Specialty Stores)

  • จุดเด่น: ร้าน 100 เยน (เช่น Daiso, Can Do, Seria) มีสินค้าบิวตี้ราคาประหยัดที่คุณภาพเกินราคา เช่น อุปกรณ์แต่งหน้า พัฟ ฟองน้ำ มาสก์หน้าบางชนิด ส่วนร้านค้าเฉพาะทางอย่าง @cosme Store (ร้านเครื่องสำอางยอดนิยมจากการจัดอันดับของเว็บไซต์ @cosme) จะมีสินค้าหลากหลายและเป็นที่นิยมตามกระแส
  • ทำเลที่ตั้ง: ร้าน 100 เยนมีอยู่ทั่วไป @cosme Store มักจะอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือย่านช้อปปิ้งหลัก
  • เคล็ดลับ: ลองแวะเข้าไปดูอุปกรณ์แต่งหน้าหรือมาสก์หน้าที่ร้าน 100 เยน คุณอาจเจอของดีราคาถูกโดยไม่คาดคิด!

ตารางที่ 2: ประเภทร้านค้าและจุดเด่นสำหรับการช้อปเครื่องสำอางในญี่ปุ่น

| ประเภทร้านค้า | สินค้าที่โดดเด่น | จุดเด่นสำหรับนักท่องเที่ยวไทย | ข้อควรรู้ | | :----------------------- | :---------------------------------- | :---------------------------------- | :--------------------------------------- | | ดรักสโตร์ (Drugstore) | Drugstore Brand (Anessa, Hada Labo, KATE) | ราคาถูก, โปรโมชั่นเยอะ, Tax Refund ง่าย | ราคาแตกต่างกันแต่ละสาขา ควรเปรียบเทียบ | | ห้างสรรพสินค้า (Department Store) | High-End Brand (Shiseido, SK-II, SUQQU) | บริการดี, มี BA ให้คำแนะนำ, Tax Refund ง่าย | ราคาแพงกว่าดรักสโตร์ แต่ได้ของแถม/เซ็ตพิเศษ | | ร้านค้าปลอดภาษี (Duty-Free) | High-End Brand, เซ็ตขนาดใหญ่ | ไม่ต้องเสียภาษีทันที, สะดวกที่สนามบิน | ตัวเลือกอาจไม่หลากหลายเท่าในเมือง | | ร้าน 100 เยน / Specialty Store | อุปกรณ์แต่งหน้า, มาสก์หน้า / สินค้ายอดนิยมตามกระแส | ราคาประหยัด / คัดสรรสินค้าตามเทรนด์ | คุณภาพตามราคา / ราคาอาจสูงกว่าดรักสโตร์ทั่วไป |


เทคนิคช้อปปิ้งให้ได้ราคาดีที่สุดในญี่ปุ่น

การไปญี่ปุ่นทั้งที จะช้อปให้คุ้มต้องมีเทคนิค!

1. ใช้สิทธิ์ Tax Refund (免税 - Menzei)

นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถขอคืนภาษีบริโภค 10% ได้ เมื่อซื้อสินค้าประเภทเดียวกัน (เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า, ของใช้ทั่วไป) รวมกันตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไป (ไม่รวมภาษี) ในร้านค้าที่ร่วมรายการ (สังเกตสัญลักษณ์ "Tax-Free")

  • วิธีการ: เมื่อซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนด ให้แจ้งพนักงานว่าต้องการทำ Tax Refund (メンゼイをお願いします - Menzei o onegai shimasu) จากนั้นยื่นพาสปอร์ต พนักงานจะดำเนินการให้และติดใบเสร็จลงในพาสปอร์ต (ห้ามแกะออกจนกว่าจะผ่าน ต.ม. ขาออก)
  • เคล็ดลับ: ในบางร้าน เช่น ดองกิโฮเต้ หรือ Matsumoto Kiyoshi จะมีเคาน์เตอร์ Tax Refund แยกต่างหาก หรือบางร้านก็หักภาษีออกให้ทันทีที่แคชเชียร์

2. คูปองส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยว (割引クーポン - Waribiki Coupon)

ร้านดรักสโตร์หลายแห่งมีคูปองส่วนลดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น

  • Matsumoto Kiyoshi: คูปองลด 3-7% (นอกเหนือจาก Tax Refund) มักจะอยู่ในเว็บไซต์ทางการ, แอปพลิเคชัน, หรือตามไกด์บุ๊กต่างๆ
  • Daikoku Drug: คูปองลด 3-7% (นอกเหนือจาก Tax Refund)
  • Don Quijote: คูปองลด 2,000 เยน เมื่อซื้อครบ 10,000 เยน หรือ 5,000 เยนเมื่อซื้อครบ 30,000 เยน
  • วิธีการหาคูปอง: ค้นหาใน Google ด้วยคำว่า "[ชื่อร้าน] coupon japan" หรือ "คูปอง [ชื่อร้าน] ญี่ปุ่น" ก่อนเดินทาง หรือลองหาจากนิตยสารท่องเที่ยวที่สนามบิน หรือในโรงแรมที่พัก

3. เปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่น

อย่าเพิ่งรีบซื้อทันทีที่เจอ! ลองเดินดูหลายๆ ร้านในย่านเดียวกัน บางครั้งร้านข้างๆ อาจมีโปรโมชั่นที่ดีกว่า หรือมีสินค้าราคาพิเศษที่แตกต่างกัน

4. ซื้อช่วงโปรโมชั่นลดราคาใหญ่

ช่วงลดราคาใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นมักจะเป็นช่วงปีใหม่ (มกราคม), Golden Week (ต้นเดือนพฤษภาคม), และช่วงฤดูร้อน/ปลายปี การเดินทางในช่วงนี้อาจจะเจอสินค้าราคาดีกว่าปกติ

5. สมัครสมาชิกออนไลน์ (สำหรับผู้ที่ไปบ่อย)

บางแบรนด์หรือร้านค้าอาจมีโปรแกรมสะสมคะแนนหรือส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิก ซึ่งคุณอาจจะสามารถสมัครได้หากมีที่อยู่ในญี่ปุ่น หรือใช้สำหรับการสั่งซื้อออนไลน์แล้วให้จัดส่งไปยังที่พักของคุณ (แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขดีๆ)

  • คุณสามารถลองค้นหาสินค้าที่ต้องการใน ดูใน Amazon Japan (PR) เพื่อเช็คราคาและโปรโมชั่นออนไลน์ก่อนตัดสินใจไปซื้อที่ร้านค้าจริงก็ได้เช่นกัน

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อในญี่ปุ่น

แม้การซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่นจะคุ้มค่า แต่ก็มีบางสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การช้อปปิ้งของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น

1. น้ำหนักและพื้นที่กระเป๋า

เครื่องสำอาง โดยเฉพาะสกินแคร์ที่มีปริมาณมาก อาจมีน้ำหนักและใช้พื้นที่ในกระเป๋าเดินทางของคุณเยอะ ควรวางแผนเรื่องน้ำหนักกระเป๋าดีๆ หรือพิจารณาการซื้อแบบ Tax-Free ที่สนามบินเพื่อลดการแบกของ

2. ข้อจำกัดปริมาณของเหลวในการนำขึ้นเครื่อง (Carry-on)

หากคุณจะนำเครื่องสำอางที่เป็นของเหลวขึ้นเครื่อง (Carry-on) อย่าลืมว่าต้องบรรจุในภาชนะที่มีขนาดไม่เกิน 100 มล. และรวมกันทั้งหมดไม่เกิน 1 ลิตร ใส่ในถุงซิปล็อกใส ส่วนของเหลวที่มีขนาดเกิน 100 มล. ต้องโหลดใต้ท้องเครื่องเท่านั้น

3. วันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ (Shelf Life)

เครื่องสำอางบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกหรือที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อาจมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่า ควรตรวจสอบวันผลิต/วันหมดอายุ หรือสัญลักษณ์ PAO (Period After Opening) ก่อนซื้อ โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดจะมีอายุ 3 ปี ส่วนที่เปิดแล้วมักจะมีอายุ 6-12 เดือน

4. กฎหมายศุลกากรของไทย

สินค้าที่คุณนำเข้าประเทศไทยอาจต้องเสียภาษีหากมีมูลค่ารวมเกิน 20,000 บาทต่อคน ควรตรวจสอบระเบียบการนำเข้าและอัตราภาษีของกรมศุลกากรไทยก่อนเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดฝัน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ควรซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่นในไทยหรือญี่ปุ่นดีกว่ากัน?

A1: โดยรวมแล้ว การซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่นมักจะได้ราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีการทำ Tax Refund และใช้คูปองส่วนลดเพิ่มเติมค่ะ ยิ่งเป็น Drugstore Brand ราคาต่างกันค่อนข้างมาก ส่วน High-End Brand ก็ยังคงประหยัดได้พอสมควรค่ะ

Q2: ร้านดรักสโตร์ที่ญี่ปุ่นมีสินค้าแบรนด์ High-End ขายด้วยไหม?

A2: ส่วนใหญ่แล้วร้านดรักสโตร์จะเน้นขาย Drugstore Brand แต่ก็มีบางร้านหรือบางสาขาที่อาจจะมีบางรายการของแบรนด์ High-End ที่ได้รับความนิยมสูง เช่น Shiseido บางไลน์ แต่ตัวเลือกจะไม่หลากหลายเท่าในห้างสรรพสินค้าค่ะ

Q3: จำเป็นต้องเตรียมคูปองส่วนลดไปก่อนไหม?

A3: แนะนำให้เตรียมไปก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพราะบางคูปองเป็นแบบออนไลน์ที่ต้องกดรับสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ หรือเป็นภาพที่แสดงให้พนักงานดู ซึ่งอาจจะสะดวกกว่าการไปหาที่ร้านค้า แต่หากลืม ก็ลองมองหาตามแผ่นพับหรือสอบถามพนักงานที่ร้านดูก็ได้ค่ะ

Q4: การทำ Tax Refund ยุ่งยากไหม?

A4: ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ เพียงแค่ยื่นพาสปอร์ตให้พนักงานและแจ้งความประสงค์ว่าจะทำ Tax Refund พนักงานจะดำเนินการให้ภายในไม่กี่นาที และคุณจะได้รับเงินคืนทันที (เป็นเงินสดหรือหักออกจากยอดบัตรเครดิตแล้วแต่ร้าน)

Q5: ถ้าซื้อเครื่องสำอางเยอะๆ ต้องกังวลเรื่องศุลกากรไทยไหม?

A5: หากมูลค่ารวมเกิน 20,000 บาท อาจต้องสำแดงและเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมายค่ะ เพื่อความสบายใจ ควรเช็คระเบียบของกรมศุลกากรไทยก่อนเดินทาง และคำนวณมูลค่าของที่คุณซื้อให้ดีค่ะ


สรุป: 3-5 สิ่งที่คุณทำได้ทันทีเพื่อช้อปเครื่องสำอางในญี่ปุ่นให้คุ้มค่าที่สุด!

  1. ทำลิสต์สินค้าและเช็คราคา: ก่อนไปญี่ปุ่น ลองดูราคาของเครื่องสำอางที่คุณต้องการทั้งในไทยและญี่ปุ่น (ผ่านเว็บไซต์ E-commerce ต่างๆ) เพื่อประเมินส่วนต่างคร่าวๆ
  2. ดาวน์โหลดคูปองส่วนลด: ค้นหาและดาวน์โหลดคูปองส่วนลดของร้านดรักสโตร์ยอดนิยม เช่น Matsumoto Kiyoshi, Don Quijote ล่วงหน้าในมือถือของคุณ
  3. วางแผนเส้นทางช้อปปิ้ง: กำหนดว่าคุณจะไปช้อปที่ไหน (ดรักสโตร์ ห้างสรรพสินค้า) ตามประเภทสินค้าที่คุณต้องการ และจัดสรรเวลาให้เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบราคา
  4. เตรียมพาสปอร์ตให้พร้อม: พกพาสปอร์ตติดตัวเสมอเมื่อไปช้อปปิ้ง เพื่อใช้สิทธิ์ Tax Refund ได้ทันที
  5. คำนึงถึงน้ำหนักและงบประมาณ: วางแผนน้ำหนักกระเป๋าและงบประมาณการช้อปให้ดี เพื่อให้ทริปของคุณราบรื่น ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเกินหรือภาษีขาเข้า

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้นักช้อปชาวไทยทุกคนเพลิดเพลินกับการซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่นได้อย่างคุ้มค่าที่สุดนะคะ ขอให้สนุกกับการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวในญี่ปุ่นค่ะ!

  • หากคุณกำลังวางแผนเดินทาง หรือต้องการจองกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมในญี่ปุ่น ลองดูข้อเสนอสุดพิเศษจาก จองใน Klook (PR)
  • สำหรับที่พักในญี่ปุ่น ค้นหาโรงแรมที่ตอบโจทย์และราคาดีที่สุดได้ที่นี่ ค้นหาโรงแรมใน Agoda (PR)
📦

สั่งของส่งถึงโรงแรม!

Amazon Japan สั่งออนไลน์ → ส่งถึงโรงแรมวันถัดไป

Amazon Japan →

※ บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร (Affiliate)