ASOVENTURE · JAPAN LINENOW BOARDING · SUMMER 2026 · TOKYO — OSAKA — SAPPORO — FUKUOKA
เครื่องสำอาง

เครื่องสำอางญี่ปุ่น vs ซื้อในไทย | เปรียบราคาจริง

เครื่องสำอางญี่ปุ่น vs ซื้อในไทย | เปรียบราคาจริง
สรุปสั้น ๆ

อยากรู้ไหมว่าซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่นที่นู่น หรือซื้อในไทยที่ไหนคุ้มกว่ากัน? เจาะลึกราคาสินค้ายอดฮิต แหล่งช้อปปิ้ง และเคล็ดลับประหยัดฉบับเต็ม!

  • 📂 เครื่องสำอาง
  • 🔄 อัปเดต 2026-04-27
  • #เครื่องสำอางญี่ปุ่น
  • #ช้อปปิ้งญี่ปุ่น
  • #ราคาเครื่องสำอาง
📶

เตรียม eSIM ก่อนไปญี่ปุ่น!

เชื่อมเน็ตทันทีที่ถึง · ไม่ต้องซื้อซิมที่ร้าน

เปรียบ eSIM →

[PR・โฆษณา] บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร (Affiliate) รวมอยู่ด้วย

เครื่องสำอางญี่ปุ่น vs ซื้อในไทย | เปรียบราคาจริง

สวัสดีค่ะนักช้อปสายบิวตี้ชาวไทย! ใครๆ ก็รู้ว่าญี่ปุ่นคือสวรรค์ของเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ เมคอัพ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ล้วนได้รับความไว้วางใจในเรื่องคุณภาพและนวัตกรรม แต่คำถามยอดฮิตที่มักจะผุดขึ้นมาในใจนักท่องเที่ยวไทยเสมอคือ "ตกลงแล้วซื้อที่ญี่ปุ่นถูกกว่าจริงไหมนะ?" และ "ถ้าถูกกว่า ควรจะซื้อที่ไหนดีล่ะ?" ไม่ต้องคาใจอีกต่อไปค่ะ! วันนี้ Japan Guide TH จะพาคุณไปเจาะลึกทุกเรื่องราวการช้อปปิ้งเครื่องสำอางในญี่ปุ่น พร้อมเปรียบเทียบราคาแบบหมดเปลือกกับที่ซื้อในไทย ให้คุณตัดสินใจได้แบบไร้กังวล!

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากบทความนี้

  • ราคาจริง: เปรียบเทียบราคาเครื่องสำอางยอดนิยมระหว่างญี่ปุ่นกับไทย พร้อมค่าเงินที่ใช้คำนวณ
  • แหล่งช้อปปิ้ง: ทำความรู้จักร้านค้าประเภทต่างๆ ในญี่ปุ่นที่เหมาะกับการซื้อเครื่องสำอาง
  • เทคนิคประหยัด: เคล็ดลับการช้อปให้ได้ราคาดีที่สุด รวมถึงเรื่อง Tax Refund และคูปองส่วนลด
  • ข้อควรรู้: สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อประสบการณ์การช้อปที่ราบรื่น
  • คำถามที่พบบ่อย: ตอบข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับการซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่น

ทำไมเครื่องสำอางญี่ปุ่นถึงเป็นที่ต้องการของสาวไทย?

เครื่องสำอางจากญี่ปุ่นไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งที่น่ารักน่าใช้เท่านั้น แต่หัวใจหลักที่ทำให้สาวไทยหลงรักคือ คุณภาพ ที่ได้มาตรฐานระดับโลกค่ะ แบรนด์ญี่ปุ่นหลายแห่งทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ และส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความอ่อนโยนต่อผิว ทำให้เหมาะกับสภาพผิวของชาวเอเชียอย่างเราๆ นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว ตั้งแต่แบรนด์หรูหราไปจนถึง Drugstore Brand ที่ราคาเข้าถึงง่าย จึงไม่แปลกใจเลยที่ลิสต์ของฝากจากญี่ปุ่นของหลายๆ คนจะต้องมีเครื่องสำอางติดโผอยู่เสมอ


เทียบราคาจริง: แบรนด์ยอดนิยมในญี่ปุ่น vs ไทย (พร้อมค่าเงิน 1 JPY = 0.24 THB)

เพื่อความชัดเจน เราได้รวบรวมข้อมูลราคาโดยประมาณของเครื่องสำอางยอดนิยมบางรายการในญี่ปุ่น (ราคาปกติก่อนหัก Tax Refund) และราคาขายปลีกในประเทศไทย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 1 เยนเท่ากับ 0.24 บาท ณ วันที่เขียนบทความนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมของส่วนต่างราคาค่ะ

หมายเหตุ: ราคาในญี่ปุ่นอาจแตกต่างกันไปตามร้านค้า โปรโมชั่น และฤดูกาล ส่วนราคาในไทยเป็นราคาปกติที่พบได้ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทางการ

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบราคาเครื่องสำอางยอดนิยม (ราคาโดยประมาณ)

สินค้า ราคาในญี่ปุ่น (JPY) ราคาในญี่ปุ่น (THB) โดยประมาณ ราคาในไทย (THB) โดยประมาณ ส่วนต่าง (THB) (ประหยัดเมื่อซื้อในญี่ปุ่น) หมายเหตุ
Anessa Perfect UV Sunscreen Skincare Milk N 60ml 2,800 JPY 672 บาท 950 บาท 278 บาท กันแดดยอดฮิต
Hada Labo Gokujyun Premium Hyaluronic Acid Lotion 170ml 1,000 JPY 240 บาท 520 บาท 280 บาท โลชั่นบำรุงผิวสุดคุ้ม
Biore UV Aqua Rich Watery Essence SPF50+/PA++++ 50g 700 JPY 168 บาท 299 บาท 131 บาท กันแดดเนื้อบางเบา
KATE Designing Eyebrow 3D EX-4 1,200 JPY 288 บาท 480 บาท 192 บาท ที่เขียนคิ้ว 3D
Canmake Cream Cheek (ทุกสี) 600 JPY 144 บาท 280 บาท 136 บาท บลัชออนเนื้อครีม
Shiseido Ultimune Power Infusing Concentrate III 50ml 8,800 JPY 2,112 บาท 3,900 บาท 1,788 บาท พรีเซรั่มตัวดัง (มักมีโปรโมชั่นในห้าง)
SK-II Facial Treatment Essence 230ml 24,000 JPY 5,760 บาท 7,900 บาท 2,140 บาท น้ำป้าเจี๊ยบ (ราคาดิวตี้ฟรีญี่ปุ่นอาจถูกกว่า)

จากตารางจะเห็นได้ชัดว่า สินค้าส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Drugstore Brand อย่าง Anessa, Hada Labo, Biore, KATE และ Canmake มีราคาในญี่ปุ่นที่ ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายร้อยบาทต่อชิ้น ส่วนแบรนด์ High-End อย่าง Shiseido หรือ SK-II แม้ราคาเริ่มต้นในญี่ปุ่นจะสูงกว่า แต่ส่วนต่างเมื่อเทียบกับไทยก็ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะหากมีการใช้คูปองส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติมค่ะ


แหล่งช้อปปิ้งเครื่องสำอางในญี่ปุ่นที่ไหนคุ้มสุด?

ญี่ปุ่นมีร้านค้าหลากหลายประเภทให้เลือกช้อปเครื่องสำอาง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นและราคาที่แตกต่างกันไป มาดูกันว่าคุณควรไปที่ไหนดี

1. ร้านดรักสโตร์ (ドラッグストア - Drugstore)

  • จุดเด่น: ราคาถูกที่สุดสำหรับ Drugstore Brand และบางแบรนด์ High-End ที่มีจำหน่าย (เช่น Anessa, Hada Labo, Biore, KATE, Canmake, Cezanne, DHC) มีโปรโมชั่นบ่อยครั้ง มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ยา อาหารเสริม ไปจนถึงขนม และของใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ทำเลที่ตั้ง: มีอยู่แทบทุกมุมถนนในเมืองใหญ่ เช่น ชิบูย่า(渋谷), ชินจูกุ(新宿), อุเอโนะ(上野), นัมบะ(難波)และโดทงโบริ(道頓堀)
  • ร้านแนะนำ:
    • Matsumoto Kiyoshi (マツモトキヨシ): ร้านยอดนิยม มีสาขาเยอะ สังเกตป้ายสีเหลืองโดดเด่น มีคูปองส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวบ่อยๆ
    • Don Quijote (ドン・キホーテ - ดองกิโฮเต้): หรือ "ดองกิ" ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด 24 ชั่วโมง มีเครื่องสำอางให้เลือกเยอะ ราคาดี โดยเฉพาะช่วงลดราคา
    • Daikoku Drug (ダイコクドラッグ): มักจะมีราคาที่แข่งขันสูง และมีคูปองลดหย่อนภาษี 10% พร้อมส่วนลดเพิ่มเติมอีก 3-7%
    • Sundrug (サンドラッグ), Welcia (ウエルシア), Kirindo (キリン堂): ดรักสโตร์อื่นๆ ที่น่าสนใจและมีโปรโมชั่นดีๆ ให้เลือก
  • เคล็ดลับ: แนะนำให้เช็คราคาสินค้าที่ต้องการจากหลายๆ ร้าน เพราะบางร้านอาจมีโปรโมชั่นเฉพาะกิจ หรือมีคูปองที่แตกต่างกันไป

2. ห้างสรรพสินค้า (デパート - Department Store)

  • จุดเด่น: แหล่งรวมแบรนด์เครื่องสำอาง High-End และ Luxury Brand (เช่น Shiseido, SK-II, Cle de Peau Beaute, SUQQU, POLA, THREE) มีเคาน์เตอร์บริการโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้รับคำแนะนำจาก BA โดยตรง มักจะมีของแถมหรือเซ็ตพิเศษในช่วงเทศกาล
  • ทำเลที่ตั้ง: มักอยู่ในย่านธุรกิจและการค้าหลัก เช่น กินซ่า(銀座), ชินจูกุ(新宿), อุเมดะ(梅田), ฮากาตะ(博多)
  • ร้านแนะนำ: Isetan (伊勢丹), Takashimaya (高島屋), Mitsukoshi (三越), Daimaru (大丸), Hankyu (阪急)
  • เคล็ดลับ: หากต้องการซื้อแบรนด์ High-End การซื้อในห้างสรรพสินค้าก็คุ้มค่า เพราะสามารถทำ Tax Refund ได้ และอาจได้ของแถมที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่อื่น

3. ร้านค้าปลอดภาษี (免税店 - Duty-Free Shop)

  • จุดเด่น: สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับประเทศ สามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีบริโภค 10% ทันที มักมีเซ็ตพิเศษหรือขนาดใหญ่ที่คุ้มค่า
  • ทำเลที่ตั้ง: สนามบินนานาชาติ (นาริตะ, ฮาเนดะ, คันไซ, ชูบุ) หรือบางห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ที่มีโซน Duty-Free
  • เคล็ดลับ: เหมาะสำหรับการซื้อแบรนด์ High-End เช่น SK-II หรือ Shiseido ขนาดใหญ่ เพราะบางครั้งราคาอาจจะถูกกว่าในเมืองเล็กน้อย และไม่ต้องกังวลเรื่องการทำ Tax Refund อีกครั้ง

4. ร้าน 100 เยน และร้านค้าเฉพาะทาง (100円ショップ & Specialty Stores)

  • จุดเด่น: ร้าน 100 เยน (เช่น Daiso, Can Do, Seria) มีสินค้าบิวตี้ราคาประหยัดที่คุณภาพเกินราคา เช่น อุปกรณ์แต่งหน้า พัฟ ฟองน้ำ มาสก์หน้าบางชนิด ส่วนร้านค้าเฉพาะทางอย่าง @cosme Store (ร้านเครื่องสำอางยอดนิยมจากการจัดอันดับของเว็บไซต์ @cosme) จะมีสินค้าหลากหลายและเป็นที่นิยมตามกระแส
  • ทำเลที่ตั้ง: ร้าน 100 เยนมีอยู่ทั่วไป @cosme Store มักจะอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือย่านช้อปปิ้งหลัก
  • เคล็ดลับ: ลองแวะเข้าไปดูอุปกรณ์แต่งหน้าหรือมาสก์หน้าที่ร้าน 100 เยน คุณอาจเจอของดีราคาถูกโดยไม่คาดคิด!

ตารางที่ 2: ประเภทร้านค้าและจุดเด่นสำหรับการช้อปเครื่องสำอางในญี่ปุ่น

ประเภทร้านค้า สินค้าที่โดดเด่น จุดเด่นสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ข้อควรรู้
ดรักสโตร์ (Drugstore) Drugstore Brand (Anessa, Hada Labo, KATE) ราคาถูก, โปรโมชั่นเยอะ, Tax Refund ง่าย ราคาแตกต่างกันแต่ละสาขา ควรเปรียบเทียบ
ห้างสรรพสินค้า (Department Store) High-End Brand (Shiseido, SK-II, SUQQU) บริการดี, มี BA ให้คำแนะนำ, Tax Refund ง่าย ราคาแพงกว่าดรักสโตร์ แต่ได้ของแถม/เซ็ตพิเศษ
ร้านค้าปลอดภาษี (Duty-Free) High-End Brand, เซ็ตขนาดใหญ่ ไม่ต้องเสียภาษีทันที, สะดวกที่สนามบิน ตัวเลือกอาจไม่หลากหลายเท่าในเมือง
ร้าน 100 เยน / Specialty Store อุปกรณ์แต่งหน้า, มาสก์หน้า / สินค้ายอดนิยมตามกระแส ราคาประหยัด / คัดสรรสินค้าตามเทรนด์ คุณภาพตามราคา / ราคาอาจสูงกว่าดรักสโตร์ทั่วไป

เทคนิคช้อปปิ้งให้ได้ราคาดีที่สุดในญี่ปุ่น

การไปญี่ปุ่นทั้งที จะช้อปให้คุ้มต้องมีเทคนิค!

1. ใช้สิทธิ์ Tax Refund (免税 - Menzei)

นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถขอคืนภาษีบริโภค 10% ได้ เมื่อซื้อสินค้าประเภทเดียวกัน (เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า, ของใช้ทั่วไป) รวมกันตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไป (ไม่รวมภาษี) ในร้านค้าที่ร่วมรายการ (สังเกตสัญลักษณ์ "Tax-Free")

  • วิธีการ: เมื่อซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนด ให้แจ้งพนักงานว่าต้องการทำ Tax Refund (メンゼイをお願いします - Menzei o onegai shimasu) จากนั้นยื่นพาสปอร์ต พนักงานจะดำเนินการให้และติดใบเสร็จลงในพาสปอร์ต (ห้ามแกะออกจนกว่าจะผ่าน ต.ม. ขาออก)
  • เคล็ดลับ: ในบางร้าน เช่น ดองกิโฮเต้ หรือ Matsumoto Kiyoshi จะมีเคาน์เตอร์ Tax Refund แยกต่างหาก หรือบางร้านก็หักภาษีออกให้ทันทีที่แคชเชียร์

2. คูปองส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยว (割引クーポン - Waribiki Coupon)

ร้านดรักสโตร์หลายแห่งมีคูปองส่วนลดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น

  • Matsumoto Kiyoshi: คูปองลด 3-7% (นอกเหนือจาก Tax Refund) มักจะอยู่ในเว็บไซต์ทางการ, แอปพลิเคชัน, หรือตามไกด์บุ๊กต่างๆ
  • Daikoku Drug: คูปองลด 3-7% (นอกเหนือจาก Tax Refund)
  • Don Quijote: คูปองลด 2,000 เยน เมื่อซื้อครบ 10,000 เยน หรือ 5,000 เยนเมื่อซื้อครบ 30,000 เยน
  • วิธีการหาคูปอง: ค้นหาใน Google ด้วยคำว่า "[ชื่อร้าน] coupon japan" หรือ "คูปอง [ชื่อร้าน] ญี่ปุ่น" ก่อนเดินทาง หรือลองหาจากนิตยสารท่องเที่ยวที่สนามบิน หรือในโรงแรมที่พัก

3. เปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่น

อย่าเพิ่งรีบซื้อทันทีที่เจอ! ลองเดินดูหลายๆ ร้านในย่านเดียวกัน บางครั้งร้านข้างๆ อาจมีโปรโมชั่นที่ดีกว่า หรือมีสินค้าราคาพิเศษที่แตกต่างกัน

4. ซื้อช่วงโปรโมชั่นลดราคาใหญ่

ช่วงลดราคาใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นมักจะเป็นช่วงปีใหม่ (มกราคม), Golden Week (ต้นเดือนพฤษภาคม), และช่วงฤดูร้อน/ปลายปี การเดินทางในช่วงนี้อาจจะเจอสินค้าราคาดีกว่าปกติ

5. สมัครสมาชิกออนไลน์ (สำหรับผู้ที่ไปบ่อย)

บางแบรนด์หรือร้านค้าอาจมีโปรแกรมสะสมคะแนนหรือส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิก ซึ่งคุณอาจจะสามารถสมัครได้หากมีที่อยู่ในญี่ปุ่น หรือใช้สำหรับการสั่งซื้อออนไลน์แล้วให้จัดส่งไปยังที่พักของคุณ (แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขดีๆ)

  • คุณสามารถลองค้นหาสินค้าที่ต้องการใน ดูใน Amazon Japan (PR) เพื่อเช็คราคาและโปรโมชั่นออนไลน์ก่อนตัดสินใจไปซื้อที่ร้านค้าจริงก็ได้เช่นกัน

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อในญี่ปุ่น

แม้การซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่นจะคุ้มค่า แต่ก็มีบางสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การช้อปปิ้งของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น

1. น้ำหนักและพื้นที่กระเป๋า

เครื่องสำอาง โดยเฉพาะสกินแคร์ที่มีปริมาณมาก อาจมีน้ำหนักและใช้พื้นที่ในกระเป๋าเดินทางของคุณเยอะ ควรวางแผนเรื่องน้ำหนักกระเป๋าดีๆ หรือพิจารณาการซื้อแบบ Tax-Free ที่สนามบินเพื่อลดการแบกของ

2. ข้อจำกัดปริมาณของเหลวในการนำขึ้นเครื่อง (Carry-on)

หากคุณจะนำเครื่องสำอางที่เป็นของเหลวขึ้นเครื่อง (Carry-on) อย่าลืมว่าต้องบรรจุในภาชนะที่มีขนาดไม่เกิน 100 มล. และรวมกันทั้งหมดไม่เกิน 1 ลิตร ใส่ในถุงซิปล็อกใส ส่วนของเหลวที่มีขนาดเกิน 100 มล. ต้องโหลดใต้ท้องเครื่องเท่านั้น

3. วันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ (Shelf Life)

เครื่องสำอางบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกหรือที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อาจมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่า ควรตรวจสอบวันผลิต/วันหมดอายุ หรือสัญลักษณ์ PAO (Period After Opening) ก่อนซื้อ โดยทั่วไป ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดจะมีอายุ 3 ปี ส่วนที่เปิดแล้วมักจะมีอายุ 6-12 เดือน

4. กฎหมายศุลกากรของไทย

สินค้าที่คุณนำเข้าประเทศไทยอาจต้องเสียภาษีหากมีมูลค่ารวมเกิน 20,000 บาทต่อคน ควรตรวจสอบระเบียบการนำเข้าและอัตราภาษีของกรมศุลกากรไทยก่อนเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดฝัน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ควรซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่นในไทยหรือญี่ปุ่นดีกว่ากัน?

A1: โดยรวมแล้ว การซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่นมักจะได้ราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีการทำ Tax Refund และใช้คูปองส่วนลดเพิ่มเติมค่ะ ยิ่งเป็น Drugstore Brand ราคาต่างกันค่อนข้างมาก ส่วน High-End Brand ก็ยังคงประหยัดได้พอสมควรค่ะ

Q2: ร้านดรักสโตร์ที่ญี่ปุ่นมีสินค้าแบรนด์ High-End ขายด้วยไหม?

A2: ส่วนใหญ่แล้วร้านดรักสโตร์จะเน้นขาย Drugstore Brand แต่ก็มีบางร้านหรือบางสาขาที่อาจจะมีบางรายการของแบรนด์ High-End ที่ได้รับความนิยมสูง เช่น Shiseido บางไลน์ แต่ตัวเลือกจะไม่หลากหลายเท่าในห้างสรรพสินค้าค่ะ

Q3: จำเป็นต้องเตรียมคูปองส่วนลดไปก่อนไหม?

A3: แนะนำให้เตรียมไปก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพราะบางคูปองเป็นแบบออนไลน์ที่ต้องกดรับสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ หรือเป็นภาพที่แสดงให้พนักงานดู ซึ่งอาจจะสะดวกกว่าการไปหาที่ร้านค้า แต่หากลืม ก็ลองมองหาตามแผ่นพับหรือสอบถามพนักงานที่ร้านดูก็ได้ค่ะ

Q4: การทำ Tax Refund ยุ่งยากไหม?

A4: ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ เพียงแค่ยื่นพาสปอร์ตให้พนักงานและแจ้งความประสงค์ว่าจะทำ Tax Refund พนักงานจะดำเนินการให้ภายในไม่กี่นาที และคุณจะได้รับเงินคืนทันที (เป็นเงินสดหรือหักออกจากยอดบัตรเครดิตแล้วแต่ร้าน)

Q5: ถ้าซื้อเครื่องสำอางเยอะๆ ต้องกังวลเรื่องศุลกากรไทยไหม?

A5: หากมูลค่ารวมเกิน 20,000 บาท อาจต้องสำแดงและเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมายค่ะ เพื่อความสบายใจ ควรเช็คระเบียบของกรมศุลกากรไทยก่อนเดินทาง และคำนวณมูลค่าของที่คุณซื้อให้ดีค่ะ


สรุป: 3-5 สิ่งที่คุณทำได้ทันทีเพื่อช้อปเครื่องสำอางในญี่ปุ่นให้คุ้มค่าที่สุด!

  1. ทำลิสต์สินค้าและเช็คราคา: ก่อนไปญี่ปุ่น ลองดูราคาของเครื่องสำอางที่คุณต้องการทั้งในไทยและญี่ปุ่น (ผ่านเว็บไซต์ E-commerce ต่างๆ) เพื่อประเมินส่วนต่างคร่าวๆ
  2. ดาวน์โหลดคูปองส่วนลด: ค้นหาและดาวน์โหลดคูปองส่วนลดของร้านดรักสโตร์ยอดนิยม เช่น Matsumoto Kiyoshi, Don Quijote ล่วงหน้าในมือถือของคุณ
  3. วางแผนเส้นทางช้อปปิ้ง: กำหนดว่าคุณจะไปช้อปที่ไหน (ดรักสโตร์ ห้างสรรพสินค้า) ตามประเภทสินค้าที่คุณต้องการ และจัดสรรเวลาให้เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบราคา
  4. เตรียมพาสปอร์ตให้พร้อม: พกพาสปอร์ตติดตัวเสมอเมื่อไปช้อปปิ้ง เพื่อใช้สิทธิ์ Tax Refund ได้ทันที
  5. คำนึงถึงน้ำหนักและงบประมาณ: วางแผนน้ำหนักกระเป๋าและงบประมาณการช้อปให้ดี เพื่อให้ทริปของคุณราบรื่น ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเกินหรือภาษีขาเข้า

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้นักช้อปชาวไทยทุกคนเพลิดเพลินกับการซื้อเครื่องสำอางในญี่ปุ่นได้อย่างคุ้มค่าที่สุดนะคะ ขอให้สนุกกับการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวในญี่ปุ่นค่ะ!

  • หากคุณกำลังวางแผนเดินทาง หรือต้องการจองกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมในญี่ปุ่น ลองดูข้อเสนอสุดพิเศษจาก จองใน Klook (PR)
  • สำหรับที่พักในญี่ปุ่น ค้นหาโรงแรมที่ตอบโจทย์และราคาดีที่สุดได้ที่นี่ ค้นหาโรงแรมใน Agoda (PR)
📦

สั่งของส่งถึงโรงแรม!

Amazon Japan สั่งออนไลน์ → ส่งถึงโรงแรมวันถัดไป

Amazon Japan →

※ บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร (Affiliate)

🛍️ คูปองส่วนลดช้อปปิ้งญี่ปุ่นสุดพิเศษ

แสดงคูปองดิจิทัลเหล่านี้บนมือถือของคุณเมื่อชำระเงินเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 17%!

🐧

🐧 คูปองยกเว้นภาษี Don Quijote

ปลอดภาษี 10% + ลดเพิ่ม 5% (เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 เยนขึ้นไป)

รับคูปอง Donki →
📷

📷 คูปองสิทธิพิเศษ Bic Camera

ปลอดภาษี 10% + ลดเพิ่ม 7% สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า กล้อง และนาฬิกา

รับคูปอง Bic Camera (ฟรี) →

📚 คู่มือแนะนำ

เครื่องสำอาง

Don Quijote คู่มือช็อปปิ้ง | เปิดดึก ปลอดภาษี ส่วนลดสูง

เครื่องสำอาง

Matsumoto Kiyoshi คู่มือฉบับสมบูรณ์ | ของต้องซื้อสำหรับคนไทย 2026

ช้อปปิ้ง

ยูนิโคล่ x โปเกมอน 2026: คู่มือนักท่องเที่ยวตามล่าคอลเลกชัน UT ฉลองครบรอบ 30 ปีที่ญี่ปุ่น